ในช่วงนี้ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และภาคเหนือ หากได้รับสะสมเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น “มะเร็งปอด”
ฝุ่น PM2.5 คืออะไร?
ฝุ่นละอองขนาดเล็กมากในอากาศ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน (เล็กกว่าเส้นผมประมาณ 20–30 เท่า) มีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน จึงเป็นมลพิษทางอากาศที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่
แหล่งกำเนิดของ PM2.5
ฝุ่นชนิดนี้เกิดได้จากทั้งแหล่งกำเนิดโดยตรงและทางอ้อม เช่น
- ควันจากรถยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล
- การเผาไหม้ เช่น เผาป่า เผาขยะ เผาไร่
- โรงงานอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า
- ฝุ่นจากการก่อสร้างและถนน
- การเกิดปฏิกิริยาเคมีในอากาศจากก๊าซมลพิษ
ทำไม PM2.5 ถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอด
- ขนาดเล็กจิ๋วของอนุภาค : PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ทำให้สามารถผ่านระบบทางเดินหายใจเข้าไปได้ลึกถึงถุงลมปอด และบางส่วนสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้
- การอักเสบเรื้อรัง : การสะสมของฝุ่นในปอด ทำให้เกิดการอักเสบอย่าง ต่อเนื่องอีกทั้ง PM2.5 มักพาสารก่อมะเร็ง เช่น โลหะหนัก และสารในกลุ่ม PAHs เข้าสู่ร่างกาย
- รบกวนระบบภูมิคุ้มกัน : PM 2.5 สามารถกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่เริ่มกลายพันธุ์
- ความเสี่ยงในผู้สูบบุหรี่ : สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว หากได้รับ PM2.5 จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
วิธีป้องกัน
- สวมหน้ากากกรองฝุ่น N95 / KN95 เมื่อค่าฝุ่นสูง
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วง PM2.5 สูง
- ใช้ เครื่องฟอกอากาศ ในบ้าน/ห้องนอน
- ปิดประตูหน้าต่าง ลดฝุ่นเข้าบ้าน
- เช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านเป็นประจำ
- ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- คนที่ทำงานกลางแจ้งหรือได้รับฝุ่นสะสมเป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเป็นประจำ
กลุ่มเสี่ยง
- เด็กเล็ก
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยโรคปอด / หอบหืด / โรคหัวใจ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
- ผู้สูบบุหรี่
PM 2.5 เป็นสารก่อมะเร็งอันดับ 1 ร้ายแรงเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่
การได้รับฝุ่น PM 2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างต่อเนื่อง อาจเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ประมาณ 1 มวน โดยผู้ที่อาศัยในพื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่นจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้น 1 – 1.4 เท่า แม้จะไม่เคยสูบบุหรี่เลยก็ตาม
ติดตามข่าวสารและสารสุขภาพได้ที่
Line : @cytohealthcare (มี @ ด้วยนะคะ)
Website : https://www.cytoaurorathailand.com/